วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วันภาษาไทยแห่งชาติ

วันภาษาไทยแห่งชาติ ตรงกับวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปี เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงอภิปรายเรื่อง “ปัญหาการใช้คำไทย” ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สาม คือ ความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้...สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บูรณาการข้าวไทย

ชาวนาล้อมวงบูรณาการข้าวไทย
เม็ดข้าวสุกบนจานร้อน มีระยะเดินทางเพียงแค่ช่วงแขนเดียวก็เข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
แต่การเดินทางของข้าวจากมือชาวนา กว่าจะหว่านเมล็ดพันธุ์ลงบนดิน กว่าจะงอกงามมาเป็นรวงข้าวเหลืองทองอร่าม ต้องอาศัยเวลาและองค์ประกอบหลายอย่างมากมาย
ทั้งแรงกาย แรงใจของชาวนา ทั้งดิน น้ำ อากาศที่เหมาะสมลงตัว
ข้าวแต่ละเม็ดจึงเปรียบได้กับหยดเหงื่อชาวนาผสมกับหยาดน้ำฝนจากสวรรค์ แต่ทุกวันนี้คนปลูกข้าวเลี้ยงดูผู้คนทั้งประเทศ (และอาจจะทั้งโลกก็ว่าได้) กลับมีสภาพชีวิตไม่ต่างพลเมืองชั้นล่าง
มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี และสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตระหนักถึงความสำคัญของชาวนา และรู้คุณค่าของข้าว จึงเชิญชาวนาจากหลายพื้นที่มาร่วมเคลื่อนไหว "การพัฒนาพันธุ์ข้าว" เพื่อต่อยอดองค์ความรู้เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
ในวงสนทนาได้ถกประเด็นความรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว ความสำคัญต่อชาวนาและการเกษตรของประเทศ ถ้าชาวนามีความรู้ความสามารถในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ขึ้นใช้เอง หรือแลกเปลี่ยนกัน จะเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรยั่งยืนและเศรษฐกิจแบบพอเพียงอย่างมหาศาล
สารพัดปัญหาพันธุ์ข้าวในประเทศไทยได้รับการหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง อาทิ เมล็ดพันธุ์ราคาแพง เกิดการปลอมปน ไม่ได้คุณภาพ ขาดทักษะในการพัฒนาพันธุ์ข้าว เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพถูกผูกขาดโดยภาคเอกชน ขาดแหล่งรวบรวมและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นต้น
เช่นเดียวกัน ปัญหาสำคัญอีกอย่างของการปลูกข้าว คือ เมื่อชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ดีไว้นานๆ จะพบว่าข้าวเหล่านั้นกลายพันธุ์ อันเกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ตามธรรมชาติ เนื่องจากมีการปลูกข้าวหลายสายพันธุ์ในพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อข้าวออกดอกพร้อมกัน แมลง ลม จะพัดพาเกสรของดอกข้าวไปผสมข้ามพันธุ์ หรือเกิดจากข้าวพันธุ์นั้นกลายพันธุ์ด้วยตัวเอง
รวมทั้งสาเหตุจากข้าวพันธุ์อื่นปนมากับเครื่องนวดข้าว ยุ้งฉาง หรือภาชนะบรรจุที่มีเมล็ดข้าวเก่าตกค้างปะปนในขณะตกกล้า หว่าน เก็บเกี่ยว นวด ตาก
การปรับปรุงพันธุ์ข้าว จึงเป็นทางเลือกของชาวนาที่จะให้ได้พันธุ์ข้าวตรงตามความต้องการ และเป็นการรักษาพันธุ์ข้าวไม่ให้กลายพันธุ์
"ชาวนาบ้านเราส่วนใหญ่เน้นการปลูกเพื่อขาย ซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูก แล้วขายหมด โดยไม่เก็บเมล็ดพันธุ์เอาไว้ แล้วซื้อเมล็ดพันธุ์อีก กลายเป็นวัฏจักรไม่สิ้นสุด"
ลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง อายุ 60 ปี เกษตรกรดีเด่นแห่งอ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ผู้ใช้เวลากว่าค่อนชีวิตทุ่มเทกับการพัฒนาพันธุ์ข้าว ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตให้ฟัง
"ปัญหาการกลายพันธุ์ของข้าวที่ชาวบ้านมักประสบ เวลานำไปสีข้าว ปริมาณน้ำหนักข้าวจะลดลงกว่าปกติ เวลาหุงรับประทาน รสชาติเปลี่ยนไป ปริมาณสารอาหารที่มีคุณค่าลดน้อยลง ล้วนเกิดจากการกลายพันธุ์ทั้งสิ้น"
ลุงทองเหมาะ แนะหลักการในการคัดเลือกข้าวเพื่อปรับปรุงพันธุ์ ว่า เราต้องรู้จักลักษณะพันธุ์ข้าวที่น่าสนใจ เช่น ลักษณะลำต้น สี อายุ รสชาติ ความต้องการน้ำ และแสง เช่น ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวเจ้าไวแสง หรือข้าวปี เปลือกสีฟาง ข้าวสารสีขาวใส เมล็ดยาว ไม่เป็นท้องไข่ หรือท้องปลาซิว คอรวงยาว เวลาหุงมีกลิ่นหอม นุ่ม รสชาติอร่อย เป็นต้น
ขั้นตอนการคัดพันธุ์ข้าวจากรวง ลุงทองเหมาะ ชี้แนะว่า ควรเกี่ยวพันธุ์ข้าวที่ต้องการในแปลงนา โดยเลือกต้นที่ห่างจากพันธุ์อื่นๆ 1-2 เมตร ตามปริมาณที่ต้องการ จากนั้นนำรวงข้าวที่เกี่ยวได้ ไปผึ่งแดด 2-3 แดด ก่อนคัดเลือกรวงที่มีลักษณะรวงใหญ่ ยาว เมล็ดพันธุ์สมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยของโรค หรือแมลงรบกวน นำรวงที่คัดเลือกแล้วมานวดรวมกัน ตากแดด แล้วจัดเก็บเพื่อนำไปขยายพันธุ์
ส่วนการป้องกันมิให้เมล็ดข้าวกลายพันธุ์ ทำได้โดยการจัดแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกข้าวพันธุ์ที่ต้องการโดยเฉพาะ ระหว่างการเจริญเติบโต หากเห็นต้นข้าวพันธุ์อื่นขึ้นมาปน ให้ถอนทิ้งออกไปทันที ช่วงข้าวเป็นรวง หากเห็นรวงที่ไม่ตรงตามลักษณะพันธุ์ข้าวที่ต้องการ ก็ให้ถอนต้นนั้นทิ้ง
ในการเก็บเกี่ยวเพื่อทำพันธุ์ ให้เกี่ยวรวงข้าวที่อยู่ห่างจากขอบแปลงข้างละ 1 เมตร เพื่อป้องกันการปนกับข้าวอื่นๆ เมื่อนำไปนวด หรือตาก ควรทำความสะอาดเครื่องนวด หรือลานตากทุกครั้ง การทำเช่นนี้ 1-2 ฤดูกาลผลิต ชาวนาจะสามารถรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีไว้ได้ หรืออาจได้ข้าวสายพันธุ์ใหม่จากการคัดเลือกได้
"สุดยอดของพันธุ์ข้าวในเมืองไทย คือ หอมมะลิ 105 แต่ด้วยวิถีภูมิปัญญาไทย เราได้คัดพันธุ์ข้าวหอมมะลิแดงได้ โดยคัดแต่เมล็ดแดง ในรวงข้าวหอมมะลิ เมื่อรวบรวมได้ จึงนำมาปลูกเป็นผลสำเร็จ ข้าวหอมมะลิแดง มีลักษณะคล้ายข้าวกล้องทั่วไป แต่มีกลิ่นหอมแบบข้าวหอมมะลิธรรมดา และมีคุณค่าทางอาหารสูง
"ต่อมาได้ปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ โดยนำข้าวพันธุ์ไทยธรรมดา (พันธุ์ปทุมธานี 1) มาผสมพันธุ์กับข้าวหอมมะลินาปี และข้าวหอมมะลินาปรัง กลายเป็นสุดยอดพันธุ์ข้าวในชื่อว่า หอมมะลิ 3 ทาง
"ขณะนี้ ผมได้ทดลองนำพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 3 ทาง มาผสมกับข้าวพันธุ์พม่า ซึ่งมีเม็ดสั้นขนาด 5 มิลลิเมตร แต่พอหุงขนาดความยาวจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 มิลลิเมตร ผมตั้งสมมติฐานว่า ข้าวพันธุ์พม่าพอมาผสมกับข้าวหอมมะลิ 3 ทาง จะได้เมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นเลิศ หุงขึ้นหม้อ เพิ่มขนาดทั้งความกว้าง และยาว โดยอยู่ในขั้นทดลองปลูกในนา
"คาดว่าอีก 3 เดือนข้างหน้า เมื่อได้ข้าวออกรวง ผมจะนำมาหุง เพื่อทดลองชิม หากประสบความสำเร็จ ข้าวชนิดนี้ คงจะกลายเป็นสุดยอดพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุด แทนที่หอมมะลิ 105 อย่างแน่นอน"
ลุงทองเหมาะกล่าวบรรยายอย่างอารมณ์ดี
มีข้าวมีคุณภาพ ชาวนาก็มีความสุข

ปุ๋ยจากเศษอาหาร

การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จากเศษอาหาร
      ทุกครัวเรือน ร้านอาหาร ภัตตาคาร ฯลฯ ล้วนมีเศษอาหารที่เป็นผักผลไม้ และเศษอาหารอื่น ๆ จำนวนมากน้อยแล้วแต่สถานที่ สามารถนำไปหมักเป็นปุ๋ยหมักชั้นเลิศ เพื่อใส่พืชผักและผลไม้ที่ปลูกไว้ได้
อุปกรณ์
- ถังพลาสติกมีฝาปิดขนาด 20 – 200 ลิตร แล้วแต่ปริมาณเศษอาหารที่จะได้หรือต้องการ เจาะรูติดก๊อกน้ำบริเวณก้นถัง เพื่อไว้ระบายน้ำปุ๋ยหมัก ใช้ก๊อกให้มีขนาดโตพอสมควร เพื่อป้องกันการอุดตัน
- ถุงขยะพลาสติกสีดำ เจาะรูเล็ก ๆ 2 – 3 รู เพื่อให้น้ำปุ๋ยหมักผ่านทะลุได้ หรือจะใช้ตาข่ายไนล่อนตาถี่เย็บเป็นถุงก็ได้ หรือจะใช้กระสอบปุ๋ยน้ำซึมผ่านได้ก็ใช้ได้
- นำเอาถุงใส่ปุ๋ยที่เตรียมไว้ ใส่ลงในถังหมักปุ๋ยที่มีวัสดุรองก้นถัง ให้สูงจากระดับก๊อกน้ำเล็กน้อย
- ใช้กากน้ำตาล 20 – 40 ซีซี ใส่คลุกกับเศษอาหาร 1.. และใส่จุลินทรีย์ EM ขยาย  10 – 20 ซีซี คลุกอีกครั้ง ใส่ลงในถุงใส่ปุ๋ยทุกวันจนเต็มถุง
- ปิดฝาถังหมักไว้ตลอดเวลา หมักไว้อย่างน้อย 7 วัน ก็จะมีน้ำปุ๋ยหมักซึมออกมา อยู่ที่ก้นถังหมัก
- ไขก๊อกเอาน้ำปุ๋ยหมักที่ได้ไปผสมน้ำในอัตรา 1 : 500 – 1,000 รดพืชและต้นไม้ทุก ๆ วัน
- ผสมน้ำปุ๋ยหมักกับอัตราส่วน 1 : 20 – 50 หรือไม่ผสมก็ได้ราดพื้นห้องส้วมชักโครกหรือจุดที่มีกลิ่นเหม็นบริเวณบ้าน หรือราดในท่อน้ำทิ้งเพื่อดับกลิ่นก็ได้ผลดี
- กากอาหารที่เหลือก็สามารถไปคลุมกับดินเป็นปุ๋ยต้นไม้ได้ดี
ข้อสังเกต
ถ้าหมักได้ที่จะไม่มีแมลงวันหรือมีกลิ่นเหม็น แต่กลิ่นจะหอมอมเปรี้ยว
ถ้ามีกลิ่นเหม็นและมีกลิ่นก๊าซแอมโมเนีย แสดงว่าหมักไม่ได้ผล
ระหว่างหมักอาจจะมีหนอนแมลงวันเกิด แต่มันไม่กลายเป็นแมลงวัน จะเป็นหนอนตัวโตกว่าปกติ มีอายุอยู่นานได้หลาย ๆ วัน แล้วจะตายไปเอง

ปุ๋ยหมักจากพืชสด

ปุ๋ยพืชสด คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่ได้จากการไถกลบ ต้น ใบ และส่วนต่างๆของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ในระยะช่วงออกดอก ซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุอาหารสูงสุด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อยผุพัง ย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูกตามมา พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนอินเดีย ปอเทือง อัญชัน ไมยราพไร้หนาม พืชตระกูลถั่วต่างๆ เป็นต้น
พืชที่ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด สิ่งที่เกษตรกรคุ้นเคยมากในการเพิ่มผลผลิตพืชก็คือ การใช้ปุ๋ยเคมี แต่การใช้ปุ๋ยเคมีเพียง อย่างเดียว โดยไม่มีการเพิ่มอินทรียวัตถุ ให้แก่ดิน จะทำให้ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็ว ดินจะแข็งไม่ร่วนซุย ดูดซับน้ำ และแร่ธาตุอาหารพืช ได้น้อยลงทำให้การปลูกพืชไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด

  1. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน
  2. เพิ่มธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช
  3. กรดที่เกิดจากการผุพังของพืชสด ช่วยละลายธาตุอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น
  4. บำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน
  5. รักษาความชุ่มชื้นในดินและให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
  6. ทำให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน
  7. ช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี
  8. ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้บางส่วน
  9. ลดอัตราการสูญเสียดินอันเกิดจากการชะล้าง
  10. เพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น

ลักษณะทั่วไปของพืชปุ๋ยสด

  1. ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ระบบรากแข็งแรง ออกดอกในระยะเวลาอันสั้น คือประมาณ 30 – 60 วัน
  2. สามารถให้น้ำหนักพืชสดสูง ตั้งแต่ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นไป
  3. ทนแล้งและทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล
  4. มีความต้านทานต่อโรคและแมลง
  5. สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก และขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เพื่อให้ทันและเพียงพอต่อความต้องการ เมล็ดงอกง่ายและมีเปอร์เซนต์ความงอกสูง
  6. ทำการเก็บเกี่ยว ตัดสับและไถกลบได้ง่าย ไม่ควรเป็นเถาเลื้อยมากเพราะจะทำให้ไม่สะดวกแก่การไถกลบ
  7. ลำต้นอ่อน เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุพังได้เร็วและมีธาตุอาหารพืชสูง

การปลูกพืชปุ๋ยสด

  1. ลักษณะของดิน ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสม เช่นถ้าเป็นดินเปรี้ยวควรใส่ปูนลงไปก่อน จะช่วยให้พืชสดเจริญเติบโตและให้น้ำหนักพืชสดสูงด้วย
  2. เวลาและฤดูกาลที่ปลูก เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ปลูกช่วงต้นฤดูฝน หรือปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืช ซึ่งความชื้นในดินยังคงมีอยู่ หรือปลูกก่อนการปลูกพืชหลัก ประมาณ 3 เดือน
  3. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ที่ใช้ปลูกเพื่อไถกลบในพื้นที่ 1 ไร่ ควรใช้อัตราเมล็ดดังนี้ ปอเทือง 5 กก., โสนอินเดีย 5 กก., โสนคางคก 5 กก., โสนไต้หวัน 5 กก., ถั่วพร้า 5 กก., ถั่วเขียว 5 กก., ถั่วเหลือง 8 กก., ถั่วพุ่ม 8 กก., ถั่วนา 8 กก., ถั่วลาย 2 กก., ถั่วเสี้ยนป่า 2 กก., ไมยราพไร้หนาม 2 กก., ถั่วเว็ลเว็ท 10 กก., คาโลโปโกเนียม 2 กก., อัญชัน 3 กก.,

วิธีการใช้พืชปุ๋ยสด

วิธีการใช้พืชปุ๋ยสด สามารถแบ่งการใช้ได้ 3 วิธี คือ
  1. ปลูกพืชสด ในพื้นที่แปลงใหญ่ แล้วทำการตัดสับและไถกลบลงไปในพื้นที่นั้นเลย
  2. ปลูกพืชสดแซมในระหว่างร่องพืชหลักที่ทำการปลูก โดยปลูกพืชสดหลังจากพืชหลักเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว
  3. ปลูกพืชสดในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า แล้วตัดสับเอาส่วนของพืชสดนำมาใส่ในแปลงที่จะปลูกพืชหลักแล้วไถกลบลงไปในดิน

การตัดสับและไถกลบพืชสด

การตัดสับและการไถกลบพืชสดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงอายุของพืชสดเป็นสำคัญ ระยะเวลาที่เหมาะสม ในการตัดสับ และไถกลบ ควรทำขณะที่ต้นถั่ว เริ่มออกดอกไปจนถึงระยะดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้ต้นถั่วเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อไถกลบแล้วจะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุไนโตรเจนสะสมอยู่ในดินสูงด้วย
ชนิดพืชสด

อายุการตัดสับและไถกลบ (วัน)

น้ำหนักสดที่ได้ (ตัน/ไร่)

ธาตุไนโตรเจน (กก./ไร่)
ปอเทือง
ถั่วพุ่ม
ถั่วนา
ถั่วเหลือง
ถั่วเขียว
โสนจีนแดง

75 – 90

40 – 50

60 – 75

50 – 6

40 – 50

75 – 90

3 – 4

2 – 3

3 – 4

1.5 – 2

2

3 – 4

15 – 20

20

20

5

5 – 6

7 – 8


วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

น้ำหมักชีวภาพจากเปลือกสับปะรด

 

น้ำหมักชีวภาพจากเปลือกสับปะรดส่วนผสม 1. เปลือกสับปะรด 5 กิโลกรัม
2. น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม
3. น้ำสะอาด 10 ลิตร
วิธีทำ นำเปลือกสับปะรดหั่นหรือสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่
น้ำตาลทรายแดงคลุกเคล้าให้ทั่ว เติมน้ำลงไปให้ท่วม ใส่ถัง
ปิดฝาให้สนิท ตั้งไว้ในที่ร่มอย่าให้ถูกแดด นาน 7 - 10 วัน
จึงนำมาใช้ได้
(กรณีใช้น้ำประปาต้องรองทิ้งไว้สัก 2 วัน เพื่อให้คลอรีน
ระเหยเสียก่อน)




ขั้นตอนการทำ


1. นำเปลือกผลไม้มาหันเป็นชิ้นเล็กๆ
                                                               
2. ผสมน้ำตาลทรายแดงและหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้าด้วยกัน

3.นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ถังแล้วปิดฝาให้สนิท วางไว้ในที่ร่ม
ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกสับปะรด
1. น้ำหมักชีวภาพผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 : 50 เทลงในท่อระบายน้ำ ช่วยดับกลิ่นเหม็นได้
2. น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 : 50 ใช้ล้างภาชนะที่มีคราบไขมัน ช่วยให้ ล้างง่ายขึ้น และลดปริมาณการใช้น้ำยาทำความสะอาด
3. น้ำหมักชีวภาพใช้เทลงในโถส้วม ท่อระบายน้ำ ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 50 ใช้ล้างทำความสะอาดพื้นห้องสุขา ลดกลิ่นเหม็นและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายได้
4. น้ำหมักชีวภาพใช้เทลงในท่อระบายน้ำทิ้งจากโรงอาหารช่วยขจัดคราบไขมันอุดตันตามท่อน้ำทิ้ง ช่วยย่อยสลายเศษอาหารที่ตกค้าง ลดการบูดเน่าและกลิ่นเหม็นได้ ปรับสภาพน้ำทิ้งให้ดีขึ้น ก่อนปล่อยลงท่อน้ำทิ้งของเทศบาล
5. น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 : 50 ให้ฉีดพ่นบริเวณที่มีกลิ่นอับชื้น ช่วยลดกลิ่นเหม็นอับ และทำให้อากาศสดชื่นหรือใช้ถูพื้นอาคารที่เป็นกระเบื้อง หินขัด ทำให้พื้นสะอาดเป็นเงางาม
6. น้ำหมักชีวภาพเทลงในถังเกรอะ หรือโถส้วม ช่วยลดปัญหาส้วมเต็มกลิ่นเหม็นอืดได้
7. กากที่เหลือจากการหมักนำไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพได้ โดยนำไปผสมกับเศษกิ่งไม้ ใบไม้
เศษหญ้า ปุ๋ยคอก แล้วราดด้วยน้ำหมักชีวภาพ คลุกเคล้าให้เข้ากัน คลุมด้วยผ้าพลาสติกทิ้งไว้
ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็จะย่อยสลายเปื่อยยุ่ย นำไปใช้ได้

น้ำส้มควันไม้

  • การใช้ประโยชน์จากน้ำส้มควันไม้และถ่านในการเกษตร

    -ในการใช้น้ำควันไม้ร่วมกับสารเคมีกำจัดแมลง จะสามารถลดปริมาณการใช้สารเคมีให้น้อยลงถึงครึ่งหนึ่ง  จากที่เคยใช้อยู่เดิมน้ำควันไม้เมื่อใช้ร่วมกับสารเคมีจะส่งเสริมคุณสมบัติความสามารถให้กัน  ซึ่งน้ำควันไม้สามารถป้องกันและไล่แมลงศัตรูพืชได้
    -เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะสามารถมีบทบาททำงานร่วมกันกับปุ๋ยเคมี ช่วยให้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    -ผสมน้ำน้ำส้มควันไม้กับน้ำให้เจือจาง 1 ต่อ 500 – 1,000(น้ำควันไม้ 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) ฉีดพ่นหรือรดไม้ผล  จะช่วยไล่แมลงศัตรูพืชเร่งการติดดอก การเจริญเติบโต และเพิ่มความหวาน
    -ช่วยย่อยสลายปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก
    -ถ่านที่ใช้แช่ในน้ำน้ำควันไม้จะเป็นตัวปรับปรุงดินอย่างดีโดยการเพิ่มจำนวนแบคทีเรียในดินที่มีประโยชน์ต่อต้นพืช  เบสจากถ่านมีรูพรุนจากนวนมากและมีแร่ธาตุ สารอาหารอยู่ด้วยทำให้เหมาะจะเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ในดินที่เป็นประโยชน์ต่อต้นพืช
    -การใช้น้ำส้มควันไม้กับต้นพืช ควรใช้เวลาเช้าหรือเย็นจะเกิดประโยชน์ต่อพืชมาก
    ประโยชน์ในการเกษตร
       ใช้ได้กับพืช ป้องกันกำจักศัตรูพืช / ช่วยติดดอกผลดก ช่วยเพิ่มผลผลิต ผลโตสีสดใส รสหวาน ลดโรคพืช เชื้อรา แผลเน่า ดินจะมีสุขภาพดีขึ้น  ฟื้นฟูดินเสื่อม  ใช้ร่วมกับสารเคมีได้ เช่น ยาคุมฆ่าหญ้า  ฮอร์โมน ยาฆ่าแมลง ฯลฯ  สามารถลดปริมาณการใช้สารเคมีลงครึ่งหนึ่ง ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีช่วยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น  ฉีดระยะต้นเล็กและก่อนเก็บเกี่ยว  ช่วยให้คุณภาพและรสสชาติดีขึ้น  รวมทั้งชะลอการเหี่ยวเฉา
    หมายเหตุ
    1.ควรฉีดพ่นตอนเช้าหรือเย็น  จะมีประสิทธิภาพสูงสุด
    2.ควรฉีดพ่นบริเวณโคนต้นและดินที่ปลูก

    3.ใช้ 1 ช้อนโต๊ะประมาณ 10 ซีซี (1 ปี๊บ = น้ำ 20 ลิตร)
    4.เดือนหนึ่งไม่ควรฉีดเกิน 2-3 ครั้ง

    5.อย่าผสมและฉีดเกินอัตราที่กำหนด พืชจะเป็นอันตรายได้

    การใช้น้ำวู๊ดเวเนการ์ (น้ำส้มไม้)

    ชนิดพืช
    ระยะการใช้ – ประโยชน์ที่ได้รับ
    (ป้องกันโรค ติดดอก  ออกผล)
    วิธีการใช้น้ำวู๊ดเวเนการ์
    ผักต่าง ๆ ที่มีระยะการเพาะปลูกสั้น
    ก่อนหรือหลังการแตกยอดอ่อน
    ผสมน้ำ 1: 500 ส่วน

    (4-5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
    ฉีดพ่น 5-10 วันต่อครั้ง
    หอม กระเทียม
    ช่วงต้นอ่อน
    ผสมน้ำ 1:800 ส่วน
    (2-3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
    ฉีดพ่น 2-3 ครั้งต่อเดือน
    ผักมีหัวต่าง ๆ (หัวผักกาด กระชาย)
    หลังแยกหน่อ
    ผสมน้ำ 1:1,000 ส่วน
    (1-2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
    ฉีดพ่น 5-10 วันต่อครั้ง
    พริก
    หลังแยกกล้า
    ผสมน้ำ 1:200-300 ส่วน
    (8-10 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
    ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง
    ข้าว
    ครั้งแรกผสมยาคุม – ฆ่าถึงตั้งท้อง
    ผสมน้ำ 1:200 ส่วน
    (10 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)

    ฉีดพ่น 2-3 ครั้งต่อเดือน
    ไม้ผล
    ช่วงใบอ่อนและใบแก่หรือราดโคลนต้น
    ผสมน้ำ 1:200  ส่วน
    (10 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)

    ราดโคลน 2-3 ครั้งต่อเดือน
    ไม้ดอก
    แตกใบอ่อน  ช่วงต้นแข็งแรงแล้ว
    ผสมน้ำ  1:500 ส่วน
    (4-5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)

    ฉีดพ่นเดือนละครั้ง
    พืชไร่
    ตั้งแต่ต้นอ่อนถึงก่อนเก็บเกี่ยว
    ผสมน้ำ 1:500 ส่วน
    (4-5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)
    ฉีดพ่น 2-3 ครั้งต่อเดือน
    ถั่วต่าง ๆ
    ช่วงต้นเล็กและก่อนออกดอก
    ผสมน้ำ 1:500 ส่วน
    (4-5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ)

    ฉีดพ่น 1-2 ครั้งต่อเดือน

ออกพรรษา

วันออกพรรษา หรือ วันปวารณาออกพรรษา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาจำพรรษา 3 เดือนของพระสงฆ์เถรวาท โดยเป็นวันที่พระสงฆ์จะทำสังฆกรรมปวารณาออกพรรษาในวันนี้ วันออกพรรษาตามปกติ (ออกปุริมพรรษา1) จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (ประมาณเดือนตุลาคม) หลังวันเข้าพรรษา 3 เดือน ตามปฏิทินจันทรคติไทย
การออกพรรษานั้น ถือเป็นข้อปฏิบัติตามพระวินัยสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะ เรียกว่า "ปวารณา"[1] จัดเป็นญัตติกรรมวาจาสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกกำหนดโดยพระวินัยบัญญัติให้โอกาสแก่พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันตลอดไตรมาสสามารถว่ากล่าวตักเตือนและชี้ข้อบกพร่องแก่กันและกันได้โดยเสมอภาค ด้วยจิตที่ปรารถนาดีซึ่งกันและกัน เพื่อสามารถให้พระสงฆ์ที่ถูกตักเตือนมีโอกาสรับรู้ข้อบกพร่องของตนและสามารถนำข้อบกพร่องไปแก้ไขปรับปรุงตัวให้ดียิ่งขึ้น
เมื่อถึงวันออกพรรษา พุทธศาสนิกชนถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลแก่พระสงฆ์ที่ตั้งใจจำพรรษาและตั้งใจปฏิบัติธรรมมาตลอดจนครบไตรมาสพรรษากาลในวันนี้ และวันถัดจากวันออกพรรษา 1 วัน (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) พุทธศาสนิกชนในประเทศไทยยังนิยมไปทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ เรียกว่า ตักบาตรเทโว หรือ ตักบาตรเทโวโรหนะ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติที่กล่าวว่า ในวันถัดวันออกพรรษาหนึ่งวัน พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในพรรษาที่ 7 เพื่อลงมายังเมืองสังกัสสนคร[2]พร้อมกับทรงแสดงโลกวิวรณปาฏิหาริย์เปิดโลกทั้งสามด้วย[3]
นอกจากนี้ ช่วงเวลาออกพรรษาตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ถือเป็นเวลากฐินกาลตามพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยจะเข้าร่วมบำเพ็ญกุศลเนื่องในงานกฐินประจำปีในวัดต่าง ๆ ด้วย โดยถือว่าเป็นงานบำเพ็ญกุศลที่ได้บุญกุศลมากงานหนึ่ง